FBI ตรวจจับ 6 กระเป๋าเงิน BTC จากแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ

FBI ตรวจจับ 6 กระเป๋าเงิน BTC จากแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ

หน่วยงาน FBI ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตรวจจับกระเป๋าเงินดิจิตอลของ Bitcoin จำนวน 6 ใบด้วยกันได้แก่

  • 3LU8wRu4ZnXP4UM8Yo6kkTiGHM9BubgyiG
  • 39idqitN9tYNmq3wYanwg3MitFB5TZCjWu
  • 3AAUBbKJorvNhEUFhKnep9YTwmZECxE4Nk
  • 3PjNaSeP8GzLjGeu51JR19Q2Lu8W2Te9oc
  • 3NbdrezMzAVVfXv5MTQJn4hWqKhYCTCJoB
  • 34VXKa5upLWVYMXmgid6bFM4BaQXHxSUoL

ภาพ Pixabay/Tumisu

โดยทางหน่วยงาน FBI อ้างว่ากระเป๋าตังค์เหล่านี้เป็นของแฮกเกอร์ประเทศเกาหลีเหนือที่มีชื่อว่า Lazarus Group โดยกลุ่มนี้ขโมยเงินคริปโตเคอเรนซี่มาจากหลายที่เมื่อปีที่แล้ว รวมเป็น 1,580 BTC มูลค่ากว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ FBI สามารถตรวจจับกระเป๋าเงินทั้งหมดนี้ได้ ทางหน่วยงานก็ได้เตือนเรื่องนี้ให้ทางบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับคริปโตได้รับทราบ และยังคาดว่ากลุ่มแฮกเกอร์เหล่านี้อาจจะมีการเทขาย ฺ Bitcoin อีกด้วย

และเพื่อความปลอดภัยของเหล่าลูกค้า FBI ได้มีการร่วมมือกับบริษัทคริปโตหลายแหล่งไม่ว่าจะเป็น Huobi และ Binance ในการยับยั้งบัญชีการโอนที่เชื่อมต่อกับประเทศเกาหลีเหนือเกาหลีเหนือซึ่งทั้ง 2 บริษัทสามารถยับยั้งการโอนได้เป็นจำนวนเงินกว่า 1.4 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐด้วยกัน แต่ถึงแม้จะมีการกำกับดูแลและความปลอดภัยมากขึ้น ปัจจุบันนี้การสร้างเหรียญเพื่อมาหลอกลวง หรือการแฮกเงินจากระบบก็ยังคงมีให้เห็นอยู่โดยทั่วไปในโลกของสกุลเงินดิจิตอล ยิ่งทำระบบไม่ดีแล้วแฮกเกอร์ก็ยิ่งมีความสามารถที่จะเจาะระบบเพื่อขโมยเงินได้ง่ายมากขึ้น การลงทุนในคริปโตเคอเรนซี่จึงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาข้อมูลของเหรียญที่จะเข้าไปลงทุนให้ดีเสียก่อน เพื่อป้องกันความเสี่ยงในทรัพย์สินที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

ภาพ Pexels/Karolina Grabowska

นอกจากการควบคุมความเสี่ยงด้วยตัวเองแล้วยังมีความจำเป็นที่จะต้องติดตามข่าวอยู่อย่างสม่ำเสมอด้วย ในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคมประเทศสหรัฐได้มีการออกข่าวเกี่ยวกับการขาย Bitcoin เป็นประจำ ในสัปดาห์ก่อน The Wall Street Journal มีการรายงานว่า Space X ได้มีการเทขาย Bitcoin ออกมา ซึ่งทำให้ตลาดลงมาอย่างรุนแรง เชื่อว่าข่าวที่ออกมานั้นคงทำให้นักลงทุนเสียหายไปไม่น้อย ในสัปดาห์นี้ก็มีข่าวเกี่ยวกับแฮกเกอร์ประเทศเกาหลีเหนืออีก ถึงแม้ว่าในตอนนี้จะยังไม่มีข่าวออกมาว่ากลุ่มแฮกเกอร์ดังกล่าวได้ทำการเทขาย Bitcoin ออกไป แต่ถ้ามีการเทขายเมื่อไหร่ก็คงจะส่งผลกระทบต่อตลาดไม่น้อยเลยทีเดียว

ข้อมูลจาก Cointelegraph

ติดตามบทความเรื่อง การเงิน การลงทุน และธุรกิจได้ที่ เศรษฐกิจโลก 
เวปไซด์ mee-money.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

นักลงทุนกระดานเทรด Bitmart เรียกร้องขอค่าเสียหาย

Bitmart

Bitmart ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิตอล

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมานี้กระดานเทรด Bitmart ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิตอลหรือว่าคริปโตเคอเรนซี่นั้นได้ถูกโจมตีโดยแฮกเกอร์และสูญเสียเงินไปกว่า 196 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 5 พันล้านบาท ซึ่งเงินที่ถูกโอนออกไปจัด Bitmart ได้อยู่ใน  Ethereum Chain จำนวน 100 ล้านเหรียญ และอยู่บน Binance Smart Chain  จำนวน 96 ล้านเหรียญ  ซึ่งการถูกโจมตีครั้งนี้สร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

หลังจากการถูกโจมตี Bitmart ก็ให้คำมั่นสัญญากับนักลงทุนว่าจะมีการคืนเงินค่าเสียหายให้กับนักลงทุนทั้งหมดเป็นเหยื่อการถูกแฮกในครั้งนี้ โดยทาง Bitmart จะใช้เงินในกองทุนของตัวเองนั้นจ่ายค่าเสียหายให้กับนักลงทุน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าคำสัญญาจะไม่มีความหมาย เพราะว่านักลงทุนบางส่วนยังไม่ได้รับค่าเสียหายเลยแม้แต่นิดเดียว โดยนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือลงทุนใน Safemoon ซึ่งในส่วนนี้ถ้าหากว่าทาง Bitmart  ไม่ยอมออกมาแก้ไขปัญหาทางนักลงทุนก็จะเริ่มต้นฟ้องคดีกับทาง Exchange ดังกล่าวด้วย 

ในระหว่างนี้นักลงทุนหลายรายก็ได้มีการโพสต์ในทวิตเตอร์และติดแฮชแท็ก  #WenBitMart เพื่อเป็นการประท้วงให้ Bitmart รีบเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็วมากที่สุด และยังมีนักลงทุนบางส่วนที่ได้มีการติดต่อไปทาง Bitmart แต่ก็ไม่มีการตอบรับใด ๆ กลับมา ซึ่งการละเลยถึงปัญหาในคราวนี้ทำให้ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่า Bitmart จะมีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับนักลงทุนอย่างไรและนักลงทุนจะได้เงินประเภทใดเป็นผลตอบแทนจะเป็นเงินสกุล Fiat หรือว่าเป็นเหรียญที่ถูกแฮกออกไป

การลงทุนในคริปโตเคอเรนซี่นั้นถือว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงมาก ถ้าได้ติดตามข่าวมาโดยตลอดจะเห็นได้ว่ามีหลายครั้งหลายคราวที่มีผู้ไม่หวังดีแฮกเข้ามาเพื่อโจรกรรมเงิน ซึ่งหลาย ๆ คนก็สูญเสียไปเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะว่าเป็นสกุลเงินที่อยู่ในโลกของอินเตอร์เน็ตดังนั้นถ้ามีช่องโหว่เพียงเล็กน้อยก็ทำให้สามารถถูกโจมตีได้อย่างง่ายดายเลย ที่จะลงทุนในเงินดิจิตอลหรือคริปโตเคอเรนซี่ได้นั้นมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องศึกษาหาความรู้วิธีการที่ปลอดภัยเพื่อรักษาทรัพย์สินของเราให้ได้มากที่สุดและยิ่งไปกว่านั้นเราควรเลือกแพลตฟอร์มที่ใช้ในการลงทุนให้ปลอดภัยให้ได้มากที่สุดด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ในโลกไร้พรมแดนของคริปโตเคอเรนซี่นั้นมีช่องโหว่มากมายให้แฮกเกอร์โจมตีการหมั่นเข้าเช็คเงินที่เรานำไปลงทุนเป็นประจำก็ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้หลีกเลี่ยงความเสียหายได้ไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว

ภาพจาก Pixabay

ข้อมูลจาก The Verge 

ติดตามบทความเรื่อง การเงิน การลงทุน และธุรกิจได้ที่ GUรู็ การเงิน 
เวปไซด์ mee-money.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Crypto.com โดนแฮก

Crypto.com

Crypto.com โดนแฮกสูญเสียเงินกว่า 15 ล้านเหรียญ 

เรียกว่าปีนี้ดูเหมือนจะสลับขั้วกับปีที่แล้วเลยสำหรับเรื่องคริปโตเคอเรนซี่หรือเงินดิจิตอลที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากไปทั่วโลกในปีที่แล้วโตอยู่ในช่วงขาขึ้นและดึงดูดคนเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมากซึ่งมาหลายคนก็เติบโตขึ้นและสามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้ แต่นี้ปีนี้คริปโตยังอยู่ในช่วงขาลงและยังไม่มีทีท่าที่จะกลับตัวขึ้นโดยเฉพาะ Bitcoin ซึ่งเป็นเหรียญใหญ่ที่สุดในตลาด ทำให้นักลงทุนรู้สึกหวาดผวากันมากเลยทีเดียว หนำซ้ำยังมาถูกแฮกเกอร์โจรกรรมอีก โดยล่าสุดได้เกิดกับเว็บไซต์ Crypto.com ซึ่งเป็น Exchange หรือกระดานซื้อขายแลกเปลี่ยนคริปโตเคอเรนซี่ และเป็นรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

Crypto.com ได้มีการประกาศว่า Exchange ถูกแฮกเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมาซึ่งสูญเสียมูลค่าไปกว่า 15 ล้านเหรียญสหรัฐโดยเงินส่วนใหญ่ที่ถูกโอนออกไปโดยแฮกเกอร์นั้นจะเป็นเงินสกุล Ethereum โดยก่อนที่ทาง Exchange จะมีการทวิตออกมาว่าถูกแฮกนั้นผู้ใช้งานบางส่วนก็ได้มีการรายงานว่าเงินทุนของตัวเองบางส่วนได้หายไปถึงแม้ว่า Crypto.com จะมีระบบเข้ารหัส 2 ชั้นหรือที่เรารู้จักในชื่อของ 2FA ก็ตามที หลังจากที่ Crypto.com ถูกแฮกเกอร์โจมตีก็ได้มีการปิดระบบการถอนเงินโดยทันทีเพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม 

โดยรายละเอียดการโอนเงินนั้นได้ถูกเปิดเผยโดย PeckShield บริษัทรักษาความปลอดภัยบล็อกเชน เงินจำนวนหนึ่งที่ถูกโอนไปยังที่อยู่ของผู้โจมตีนั้นเป็น Ethereum จำนวนกว่า 4600 Ethereum  เลยทีเดียว โดยเป็นการส่งผ่าน Tornado Cash ซึ่งเป็น Ethereum privacy protocol 

หลังจากนี้ก็ต้องมาติดตามดูว่า Crypto.com จะให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างไรแต่ทาง Exchange เองก็ได้ออกมาบอกกับผู้ใช้งานว่าเงินทุนที่ผู้ใช้งานนำมาเก็บไว้กับ  Exchange จะปลอดภัยอย่างแน่นอน และทางบริษัทก็กำลังตรวจสอบและค้นหาหลักฐานต่างๆอยู่และจะมีการเปิดเผยรายละเอียดมาในอนาคตและที่สำคัญมากที่สุดจะมีการเพิ่มระบบความปลอดภัยให้กับ Exchange เพื่อป้องกันที่จะไม่ให้ถูกแท็กอีกด้วยเช่นเดียวกัน 

แต่ไม่ว่าอย่างไรเมื่อ Exchange ถูกแล้วความไว้วางใจของผู้ใช้งานต้องลดลงอย่างแน่นอนและอาจจะทำให้ผู้ใช้งานหนีออกจากฉันใช้ Crypto.com ก็เป็นได้และไปหากระดานเทรดอื่นที่มีความปลอดภัยมากกว่านี้และไม่แน่ผู้ใช้งานบางส่วนอาจจะเก็บเงินดิจิตอลนี้เป็นของตัวเองโดยการโอนออกไปใส่ไว้ใน Hardware wallet เลยก็เป็นได้ด้วยคำพูดสุดฮิตในโลกคริปโตก็คือ “Not your keys? Not your coins” ซึ่งมันหมายความว่าเงินที่อยู่กับ Exchange ที่เราใช้งานนั้นไม่ใช่เงินของเราแต่เป็นเงินของ Exchange ดังนั้นการเก็บเงินไว้กับตัวเองโดยการนำมาใส่ใน Hardware wallet หรือกระเป๋าอย่าง Metamask ก็อาจจะเป็นตัวช่วยหนึ่งที่จะลดการสูญเสียจาก Exchange ได้ 

ภาพจาก Pixabay

ข้อมูลจาก PCGamer

ความเรื่อง การเงิน การลงทุน และธุรกิจได้ที่ ข่าวทันโลก 
เวปไซด์ mee-money.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Bitmart ถูกโจมตีสูญเสียเงินจำนวน 150 ล้านดอลลาร์

Bitmart

Bitmart ตลาดแลกเปลี่ยนซื้อขายคริปโต

เป็นอีกหนึ่งครั้งในช่วงปลายปีที่แฮกเกอร์เข้ามาโจมตี ตลาดแลกเปลี่ยนซื้อขายคริปโต ซึ่งครั้งนี้เป็นการโจมตี Centerized Exchage ที่มีชื่อว่า Bitmart โดยสูญเสียเงินเป็นจำนวน 150 ล้านดอลลาร์

Centerized Exchage คือตลาดแลกเปลี่ยนซื้อขายคริปโต ที่เปิดให้ทุกคนเข้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้ผ่านตัวกลางที่มีผู้ควบคุมและดูแล ตัวอย่างเช่น Binance, Bitkub หรือ Zipmex ซึ่งมีการเชื่อมต่อกระเป๋าบนโลกออนไลน์และเปิดตลอด 7 วัน 24 ชั่วโมงเพื่อเปิดให้นักลงทุนได้เข้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินดิจิตอลต่าง ๆ และด้วยความที่เปิดออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมงทำให้แฮกเกอร์สามารถเข้ามาโจมตีได้นั่นเอง

โดยการโจมตีครั้งนี้ได้ถูกยืนยันโดย Sheldon Xia ประธานบริษัทของ Bitmart โดยได้รับข้อมูลมาจาก Peckshield บริษัทความปลอดภัยบล็อกเชนและวิเคราะห์ข้อมูล โดยทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปนั้นได้ถูกขโมยจาก Hot Wallet (กระเป๋าเก็บทรัพย์สินออนไลน์) จาก Ethereum Chain และ Binance Smart Chain จากการวิเคราะห์ของ Peckshield แฮกเกอร์ได้เข้ามาขโมย private key ซึ่งเป็นกุญแจหรือรหัสลับที่ใช้ในการเปิดกระเป๋าเงินเก็บทรัพย์สินออนไลน์ของทาง Bitmart ออกไป โชคยังดีแฮกเกอร์นั้นไม่ได้ขโมยเงินทั้งหมดออกไปเนื่องจากเงินบางส่วนได้ถูกจัดเก็บไว้อีกที่หนึ่ง

อย่างไรก็ตามนักลงทุนจำนวนมากมายที่ได้ลงทุนในตลาดซื้อขายของ Bitmart ก็ต่างพากันกังวลเรื่องผลกระทบที่จะได้รับทำให้มีการสอบถามไปยังช่อง Telegram ของ Bitmart แต่ก็ได้รับข้อมูลที่เป็นเท็จกลับมา ซึ่งอาจจะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อ Bitmart ลดลงไม่มากก็น้อย

ทาง Huobi Global ก็ได้มีการออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวด้วยว่าแพลตฟอร์มตลาดแลกเปลี่ยนซื้อขายคริปโตควรมีระบบการป้องกันที่ดีกว่านี้เพื่อป้องกันการโจรกรรมต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งก็อาจจะเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในแพลตฟอร์มต่าง ๆ มากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยและความเสี่ยงที่อาจจะสูญเสียทรัพย์สินที่ลงทุนไป

โชคยังดีที่เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะว่าในปีนี้ประเทศไทยมีคนจำนวนมากมายเริ่มหันมาลงทุนในทรัพย์สินดิจิตอล เนื่องจากสามารถสร้างกำไรให้กับนักลงทุนได้ แต่ก็มีข่าวออกมาให้เห็นประปรายว่ามีจำนวนคนบางส่วนที่ถูกแฮกเกอร์เข้ามาแฮกกระเป๋าเพื่อขโมยเงินออกไป แต่ดูเหมือนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะเงียบไป

เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เราควรเลือกใช้งานแพลตฟอร์มตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนหลาย ๆ แพลตฟอร์ม เพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วควรจะมีการจัดสรรพอร์ตการลงทุนให้ดีด้วยเช่นเดียวกัน ในตลาดที่มีความผันผวนสูงและเชื่อมต่ออยู่บนโลกออนไลน์ตลอดเวลาอาจจะมีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัวก็เป็นได้

ภาพจาก Pixabay

ข้อมูลจาก CNN, อีไฟแนนซ์ไทย

ติดตามบทความเรื่อง การเงิน การลงทุน และธุรกิจได้ที่ GUรู็ การเงิน 
เวปไซด์ mee-money.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

Acer ถูกแฮกเป็นครั้งที่ 2 ในปี 2021

Acer

บริษัท Acer ยักษ์ใหญ่ในด้านการผลิตคอมพิวเตอร์และแล็ปท็อป

 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาบริษัท Acer ยักษ์ใหญ่ในด้านการผลิตคอมพิวเตอร์และแล็ปท็อปชื่อดังของโลกได้ถูกโจมตีโดยแฮกเกอร์ โดยใช้ ransomware สายพันธุ์ Revil การเข้ามาโจมตีโดยแฮกเกอร์เรียกค่าไถ่เป็นจำนวนเงิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  โดยการโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมปี 2021 

ยังไม่ทันหมดปีบริษัท Acer ก็ถูกโจมตีอีกครั้งหนึ่งโดยแฮกเกอร์ โดยคราวนี้ถูกขโมยข้อมูลจำนวนสูงถึง 60GB  เลยทีเดียวโดยข้อมูลส่วนใหญ่นั้นเป็นข้อมูลของลูกค้าข้อมูลทางด้านการเงินและข้อมูลผู้ค้าปลีกโดย Server ที่ถูกโจมตีนั้นเป็น Server ในประเทศอินเดีย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดได้ถูกเปิดเผยออกมาบน RAID 

โดย Steven Chung ผู้ที่เป็น นักสื่อสารองค์กรของบริษัท Acer ได้ออกมากล่าวหลังจากที่บริษัท Acer รู้ว่าถูกแฮกเข้ามาภายในระบบและถูกขโมยข้อมูลไปว่า “พวกเราพบการโจมตีเข้ามาที่ระบบบริการหลังการขายในประเทศอินเดีย ทันทีที่ตรวจพบ พวกเราก็ได้เริ่มต้นตรวจสอบระบบทั้งหมดเบื้องต้นโดยทันที พวกเราจะพยายามที่จะรายงานผลกระทบทั้งหมดเท่าที่จะเป็นไปได้ให้กับลูกค้าในประเทศอินเดีย เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ได้ถูกรายงานไปที่ฝ่ายควบคุมและบังคับใช้กฎหมายและทีมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในประเทศอินเดีย และยังไม่มีผลกระทบต่อเนื่องในการปฏิบัติการ”

การที่ข้อมูลรั่วไหลในครั้งนี้ในประเทศอินเดียถือว่าเป็นครั้งที่ 2 แล้วในปีนี้และเป็นครั้งที่ 2 ในประเทศอินเดียโดยเหตุการณ์ครั้งแรกที่บริษัท Acer ถูกแฮกในประเทศอินเดียนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2012  ในครั้งนั้น Hacker ได้ขโมยข้อมูลที่สำคัญของลูกค้าไปมากกว่า  20,000 ราย 

การถูกโจมตีถึง 2 ครั้งในปีนี้ทำให้บริษัท Acer อาจจะต้องกลับมาดูแลความปลอดภัยของข้อมูลให้ดีมากยิ่งขึ้นเพื่อไม่ให้ถูกโจมตีอีก เพราะว่าการที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่และถูกแฮกเกอร์เข้ามาโจมตีบ่อย ๆ และถูกโจมตีได้อย่างง่ายดายเช่นนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัทและอาจจะทำให้ฐานลูกค้ามีจำนวนลดลงก็เป็นได้ เนื่องจากในโลกยุคปัจจุบันข้อมูลถือว่าเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามหาศาลเลยทีเดียวเพราะมันสามารถนำไปใช้ในทางที่ไม่ดีได้อย่างหลากหลายมากดังนั้นการรักษาข้อมูลโดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นความลับถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากโดยเฉพาะกับบริษัทใหญ่ ๆ ทุก ๆ บริษัท ซึ่งก็คงต้องมาติดตามดูว่าในอนาคตจะมีการปรับปรุงระบบความปลอดภัยให้ดีมากขึ้นเพียงใดสำหรับบริษัท Acer  และในครั้งนี้เหตุการณ์จะลงเอยเช่นไรแฮกเกอร์จะมีการเรียกร้องอะไรหรือไม่ก็คงต้องมาติดตามดูกัน

ภาพจาก Wall.alphacoders

ข้อมูลจาก PCgamer

ติดตามบทความเรื่อง การเงิน การลงทุน และธุรกิจได้ที่ มาร์เก็ตติ่ง 
เวปไซด์ mee-money.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

คดีพลิก! Poly Network จ้างแฮกเกอร์รับตำแหน่งที่ปรึกษา

Poly Network

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีข่าวเกี่ยวกับการโจรกรรมเงินจำนวนกว่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปจากโครงการ DeFi ที่มีชื่อว่า Poly Network โดยการโจรกรรมครั้งนี้ได้ทำโดยการแฮกเข้ามาสู่ระบบผ่านช่องโหว่ของแพลตฟอร์ม และทำให้การโจรกรรมครั้งนี้ถือว่าเป็นการโจรกรรมที่ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของ DeFi เลยก็ว่าได้ และทำให้ Poly Network นั้นมีท่าทีที่จะฟ้องร้องการโจรกรรมครั้งนี้เลยทีเดียว

สำหรับ Poly Network เป็นโครงการ DeFi ที่ให้บริการในการแลกเปลี่ยนเงินดิจิตอล ซึ่งมีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก และมีความปลอดภัยในระดับหนึ่งซึ่งใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในการทำโครงการ และอย่างที่เรารู้กันว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนนั้นเป็นเทคโนโลยีที่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ทำให้การโจรกรรมครั้งนี้สามารถระบุที่อยู่ของเงินที่ถูกขโมยไปได้รวมไปถึงจำนวนเงินและสกุลเงินด้วย ซึ่งภายหลังทางแฮกเกอร์ที่ได้มีการแฮกเข้ามาในระบบและขโมยเงินไปจำนวนกว่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐก็ได้เริ่มมีการทยอยคืนเงินบางส่วนให้กับทาง Poly Network จนถึงปัจจุบันนี้ เงินทั้งหมดก็ได้ถูกส่งคืนมาเป็นที่เรียบร้อย โดยเหลือเงินที่ยังต้องส่งอีกประมาณ 33 ล้านดอลลาร์เพียงเท่านั้น

แต่ดูเหมือนว่าเรื่องราวการโจรกรรมครั้งนี้จะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเสียแล้วเพราะ Poly Network จะได้มีการยื่นข้อเสนอให้กับแฮกเกอร์ที่ได้เข้ามาขโมยเงินให้เข้ามาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความปลอดภัย และก็ได้มีการเสนอเงินรางวัลให้กับแฮกเกอร์ไปมากถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียวแทนคำขอบคุณที่สามารถหาช่องโหว่ในระบบเจอ ซึ่งทางแฮกเกอร์นั้นก็ได้ปฏิเสธข้อเสนอที่จะรับงานเป็นที่ปรึกษาให้กับทางโครงการดังกล่าวไป แต่ไม่ว่าอย่างไรดูเหมือนว่าทาง Poly Network ก็ยังยืนยันที่จะส่งเงินรางวัลนี้ให้ไป และพวกเขาก็ยังมั่นใจอีกด้วยว่าทางแฮกเกอร์นั้นจะส่งเงินคืนมาให้กับระบบ

การที่ทาง Poly Network ถูกเจาะเข้ามาในระบบได้ในครั้งนี้คงทำให้ทีมผู้พัฒนานั้นเริ่มมีการที่จะอุดรูรั่วดังกล่าว เพื่อให้ระบบมีความปลอดภัยมากขึ้นอย่างแน่นอน แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่น่าสนใจจะกลับกลายเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการจ้างงานแฮกเกอร์ที่เข้ามาโจมตีระบบซะงั้น ซึ่ง Poly Network ก็ได้มีการโพสต์เรื่องราวนี้ในทวิตเตอร์ด้วยเช่นเดียวกัน

ถึงแม้ว่าการโจรกรรมในครั้งนี้จะเป็นการโจรกรรมครั้งยิ่งใหญ่ในโลกของการเงินดิจิตอลเลยทีเดียวแต่ก็ดูเหมือนว่าโชคยังดีที่ทางแฮกเกอร์นั้นได้คืนเงินกับเข้ามาในระบบ ในอนาคตอาจจะมีเรื่องราวในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกก็เป็นได้แต่ก็ไม่รู้ว่าจะโชคดีขนาดนี้หรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นการเงินในสมัยใหม่ที่เหมาะกับการลงทุนเพราะว่าให้ผลตอบแทนสูงแต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่มาก ดังนั้นควรศึกษาและพิจารณาให้ดีก่อนที่จะเข้ามาลงทุน

ภาพจาก Pixabay

ข้อมูลจาก cnbc

ติดตามบทความเรื่อง การเงิน การลงทุน และธุรกิจได้ที่ มาร์เก็ตติ่ง 
เวปไซด์ mee-money.com