9 เทรนด์ธุรกิจที่น่าลงทุน ใตอนที่ 3

ธุรกิจ

9 เทรนด์ธุรกิจที่น่าลงทุน ในปี 2022 ธุรกิจที่ไปรอดในยุคโควิด ตอนที่ 3

ผ่านไป 2 บทความแล้วสำหรับ “9 เทรนด์ธุรกิจที่น่าลงทุน ในปี 2022 ธุรกิจที่ไปรอดในยุคโควิด” อีกเหลืออีก 4 เทรนด์ธุรกิจที่จะนำมาเสนอในบทความตอนที่ 3 ไปดูกันเลยว่ายังมีเทรนด์เกี่ยวกับธุรกิจอะไรบ้าง

กลุ่มธุรกิจที่ 6 Telemedicine หรือ โทรเวชกรรม ก็คือการแพทย์ทางไกล  ตั้งแต่มีโควิดเกิดขึ้น เราก็มีอุปสรรค บางทีเจ็บป่วยไม่สบาย ก็อยากจะไปหาหมอ แต่ก็กลัวไปเจอโควิด มันจึงทำให้ธุรกิจนี้เติบโตเร็วขึ้น จริงๆมันมีมานานแล้วแต่มันมาโตเร็วขึ้นในช่วงโควิดที่ผ่านมา 2 ปี โทรเวชกรรมก็คือการสามารุปรึกษาผ่านทางวิดีโอคอลได้เลย ปรึกษาตั้งแต่โรคหวัด จนกระทั่งปรึกษาปัญหาทางด้นจิตใจ ทางด้านจิตเวชได้เลย Telemedicine จะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าคนเริ่มชินกับ New Normal อยู่บ้านขรี้เกียจออกจากบ้าน เพราะสั่งของได้ สั่งอาหารได้ ช็อปปิ้งออนไลน์ได้ ตอนนี้ก็เริ่มขี้เกียจไปโรงพยาบาลแล้ว ถ้าปรึกษาผ่านโทรศัพท์ได้ผ่านZOOM ได้ ผ่านวิดีโอคอลได้ ทำไมต้องไปต่อคิวโรงพยาบาล และทุกอย่างก็จะดีขึ้นประหยัดขึ้น คนไม่ต้องเดินทาง หมอก็ทำงานได้สะดวกขึ้นหมอสามารถอยู่บ้านได้วย ซึ่งตอนนี้ก็มีบริษัทต่างชาติมาเปิดที่เมืองไทย และให้คุณหมอไทยให้คนปรึกษา และคนไข้ก็มีทั่วโลก

กลุ่มธุรกิจที่ 7 Genomics  คือการศึกษาเกี่ยวกับยีน หรือพันธุกรรม ซึ่งมันจะมาปฏิวัติ วงการการพทย์ Genomics สามารถป้องกันโรคร้ายได้ ยกตัวอย่างเช่น เด็กที่มีความเสี่ยงเป็นมะเร็ง ไปตรวจแล้วพบว่ามีโอกาสที่จะเป็นมะเร็ง Genomics สามารถเอาเซลล์มะเร็งนั้นออกมาก่อนได้ หรือทำการผ่าตัดก่อนรักษาก่อนเลย และนอกจากจะหายป่วยได้แล้วมันยังจะถูกนำไปใช้ได้หลายๆวงการ เช่น วงการนักกีฬา วงการทหาร และยังช่วยได้ทั้งคนและสัตว์อีกด้วย

กลุ่มธุรกิจที่ 8 ESG  Environmental  Social and Governance คือเป็นธุรกิจที่มุ่งเน้น 3 อย่าง คืออสิ่งแวดล้อมไหม ช่วยเหลือสังคมไหม มีธรรมมาภิบาลที่ดีไหม ? ซึ่งเทรนร์ดนี้มีมาสักระยะแล้ว หลายๆกองทุนที่เงินเค้าใหญ่มาก บางครั้งก่อนจะลงทุนจะดูก่อนว่าป่าน 3 ข้อนี้ไหม? บางธุรกิจดีมากแต่มลพิษเยอะ เค้าก็จะไม่ลงทุน หรือว่ากำไรดีมากแต่ไม่ดีต่อสังคม เขาก็จะไม่ลงทุน หรือว่ามันดีมากเลยนะ แต่ในองค์กรเกดความไม่เท่าเทียมกัน ดุแลพนักงานได้ไม่ดี เขาก็ไม่ลงทุนอย่างนี้เป็นต้น

กลุ่มธุรกิจที่ 9 Cyber Security  เราเคยได้ยินเรื่องเหล่านี้เยอะใช่ไหมเช่น มีคน Hack ข้อมูลของโรงพยาบาล ก็ต้องมีการต่อรองกับ Hacker ให้เงิน แบบนี้มีมานานแล้วและมีทั้งโลก แต่มันค่อยๆทวีความรุนแรงมากขึ้นและมากขึ้น มีการศึกษาว่ามั่วโลกมี Hacker ที่จะพยายามHack ระบบต่างๆสูงถึงทุกๆ 39 วินาที แปลว่าใน 1 วันจะมีการ Hack 2,200 กว่าครั้งซึ่ง Hack ได้หมดทุกอย่างในโลกนี้ คือทุกอย่างที่ใช้อินเตอร์เน็ต โดนHack โดนหมด เมื่อก่อนมีน้ำมันคือรวย แต่ทุกวันนี้ข้อมูลต่างหากที่ทำให้รวย ทำให้ Hacker พยายามจะ Hackข้อมูลไปขาย เอาไปเป็นตัวประกัน รวมไปถึงข้อมูลส่วนตัวของพวกเราทุกคนด้วย ทั้งข้อมูลจากมือถือ เบอร์บัญชี เบอร์ธนาคาร หมายเลขบัตรประชาชน

ดังนั้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการปกป้อง หรือ Cyber Security  ก็จะโตขึ้นเรื่อยๆ อนาคตถ้าจะมีการรบกันอาจจะไม่ใช้เริอดำน้ำ รถถัง เครื่องบินรบ ไม่ต้องใช้แล้ว ใช้แค่ Hacker แต่ละประเทศใครมี Hacker ฌฏ๋.ฏซ๋ษฏํฯ  Hack ระบบของประทศตรงกันข้ามได้ก็ชนะแล้ว

และนี่คือ 9 ธุรกิจที่น่าลงทุนในปี 2022  แล้วคุณคิดว่าธุรกิจกลุ่มไหนที่น่าลงทุนที่สุด ในความติดของคุณ

ติดตามบทความเรื่อง การเงิน การลงทุน และธุรกิจได้ที่ เศรษฐกิจโลก 
เวปไซด์ mee-money.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

9 เทรนด์ธุรกิจที่น่าลงทุน ในปี 2022 ตอนที่ 2

ธุรกิจ

9 เทรนด์ธุรกิจที่น่าลงทุน ในปี 2022 ธุรกิจที่ไปรอดในยุคโควิด ตอนที่ 2

ในบทความตอนที่ 1 ได้ทิ้งท้ายเนื้อหาเกี่ยวกับ กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวกับ Met averse ไปบ้างแล้ว มาติดตามเนื้อกาที่น่าสนใจกับกลุ่มธุรกิจนี้กันต่อไปเลย

ถ้าพูดถึง Metaverse  ต้องมีคำสองคำที่ต้องรู้จักก็คือ VR & AR  VR คือ Virtual Reality  ก็คืออุปกรณ์ที่จะทำให้เจ้าไปในโลก Metaverse ได้ เช่นแว่นตา ส่วย AR ก็คือ Augmented Reality ซึ่งก็คือโลกเสมือน 

ถ้าเราจะลงทุนในธุรกิจ Metaverse ลงทุนอะไรได้บ้าง ก็อาจจะลงทุนในบริษัทที่สร้าง Metaverseขึ้นมา ซึ่งสามารถสร้างMetaverse ได้มากกว่า 1 บริษัท เพราะ Metaverse ไม่มีใครเป็นเจ้าของ และ Metaverse มีฟลาย platform หรืคุณอาจจะลงทุนกับบริษัทที่ผลิตแว่น หรือจะลงทุนในค่ายโทรศัพท์มือถือก็ได้ เพราะว่าสุดท้ายก็ต้องใช้ อินเตอร์เน็ตอยู่ดี และ Metaverse จะสร้างธุรรกิจอีกมากมาย ต่อไปเราไม่ต้องมานั่งดูยุทูปแล้ว เพราะเราไปเจกันใน Metaverse ได้

3.กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้แงกับภาวะโลกร้อน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ และเป็นเรื่องเร่งด่วนี่พวเราต้องช่วยกัน

และธุรกิจที่จะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนกจะได้รับผระโยชน์ไปด้วยทั้งสองทางทั้งลดภาวะโลกร้อนและได้ทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ธรกิจที่ว่าคืออะไรบ้าง อย่างแรกคือ ลังงานบริสุทธิ์ เช่นโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือก เป็นพลังงานที่มาจากลม พระอาทิตย์ แงแดด มาจากน้ำ หรือแม้กระมั่งมาจากนิวเคลีย อีกอันหนึ่งที่กำลังมาแรงคือ เนื้อเทียม หรือที่เค้าเรียกว่า plant based meat ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนเริ่มมีความมากข้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาก็เลยเลือกมานเนื้อทางเลือก หรือเนื้อเทียวกันมากขึ้น

นอกจากเราจะลงทุนในธุรกิจช่วยลดภถาวะโลกร้อนได้แล้ว พวหเราเองก็ต้องช่วยลดด้วย เช่น เปลี่ยนถุงพลาสติกเป็นถุงผ้า อะไรใช้ซ้ำได้ก็ใช้ซ้ำ ปิดไฟเมื่อไม่จำเป็น 

4.กลุ่มธุรกิจ  CLOUD แทบจะพูดไดเว่า 99.99 % ทุกคน CLOUD  ทั้งนั้น ทั้งทางตรงและทางอ้อ้ม ทางอ้อมก็เช่น ถ้าคุณดูยูทูป ประชุมทาง ZOOM สิ่งเหล่านี้ใช้ CLOUD ส่วนทางตรงใช้อะไรบ้าง ก็เช่นมือถือ นานๆไป พื้นที่เก็บข้อมูลเต็ม เค้าก็จะขายพื้นที่เก็บข้อมู๔ลคุณเพิ่ม ถ้าเปรียบเหมือนโลกจริง ก็คือ โกดีงเก็บขิง นั่นเอง แต่ทุกวันนี้มะนเป็นโกดังในอินเตอร์เน็ต โกดังในอากาษศ ซึ่งมีจำนวนบริษัทมากมายที่ทำเรื่องนี้ ซึ่งผุ้นำที่ดีที่สุดตอนนี้คือ AMAZON ซึ่งเริ่มต้นก่อนเพื่อนและยังเป็นเจ้าตลาดอยู่ ตามาติดๆก็น่าจะเป็น ไมโครซอฟ

5.กลุมธุกิจ Cryptocurrence  ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงปี 2 ปีที่ผ่านมา  Cryptocurrence  มาแรงจริงๆ เลยทำให้หลายบริษัทใหญ่ต่องการทำอะไรสักอย่างที่ร่วมมือกับ Cryptocurrence   เช่นบริษัทอสังหาหลายๆที่ก็เริ่มขายคอนโดขายบามและรับจ่ายด้วย Cryptocurrence หรืออสังหาริมทรัพย์บ้างเจ้าก็เริ่มออกเหรียญเอง เช่น Token โดยใช้อังสหาของเค้าเป็นตัวรัองรับเป็นต้น  ล่าสุด ห้างสรรพสินค้าอย่างเช่นเดอะมอลล์ที่จับมือกับ บิสคัพ ต่อไปคุณไปช็อปปิ้งที่เดอกมอลล์ ก็สามารจ่ายเงินเป็นเหรียญต่างๆได้ แทนเงินสด นอกจากนั้นยังมีบางค่ายรถยนต์ ที่ขายรถยนต์และรับค่ารถเป็น Cryptocurrence และเชื่อว่าอีกภายใน2-3 ปี จะมีบริษัทต้องคิดแล้วว่า  เข้ามาร่วมมือกับ Cryptocurrence ได้อย่างไร จำนวนมากขึ้น

ผ่านมาแล้ว 5 ข้อ ยังเหลืออีก 4 กลุ่มธุรกิจ อย่าพลาดที่จะติดตาม “ 9 เทรนด์ธุรกิจที่น่าลงทุน ในปี 2022 ธุรกิจที่ไปรอดในยุคโควิด” ตอนที่ 3 กันต่อ

ติดตามบทความเรื่อง การเงิน การลงทุน และธุรกิจได้ที่ เศรษฐกิจโลก 
เวปไซด์ mee-money.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

9 เทรนด์ธุรกิจที่น่าลงทุน ในปี 2022 ตอนที่ 1

ธุรกิจ

9 เทรนด์ธุรกิจที่น่าลงทุน ในปี 2022 ธุรกิจที่ไปรอดในยุคโควิด ตอนที่ 1

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากจะลงทุนและได้ผลตอบแทนมากว่าคนอื่น มาดูกันว่าธุรกิจที่น่าลงทุนในปี 2022  แบะจะไปรอดในยุคโตวิด

กลุ่มที่ 1 เทคโนโลยี 5 G  เพราะเทคโนโลยี 5 G จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราเป็นอย่างมากมายมหาศาส เราต้องเข้าใจก่อนว่า สปีดของอินเตอร์เน็ตที่เร็วขึ้น สามารถทำอะไรได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การมียูทูปในผัจจับัน ถ้าเป็นช่วงที่สัญานอินอเตอร์เน็ตแบบแรงยังไม่ได้เข้ามาในยุคแรกๆ เราจะไม่สามารถดูยูทูปได้เลย อย่างเมื่อสมัยก่อนดูหนังก็ต้องเช่า DVD แต่เดี๋ยวนี้มี Netflix เกิดขึ้นมา  5 G ก็เหมือนกัน อย่างทุกวันนี้เรามี 4G ก็ถือว่าเร็วมากแล้ว แต่ 5 G มันจะไม่ไดเร็วขึ้นเป็น 10 เท่านะ แต่มันจะเร็วขึ้นเป็นร้อยเท่าเลย เราฉะนั้นมันจะเปิดประตูสู่โลกใหม่มากมาย มันจะทำอำรได้อีกมากมาย เรียกได้ว่าสุดจินตนาการ ยกตัวอย่างเช่น การประชุมกันผ่าน ZOOM มันจะชัดขึ้น คมขึ้น ดู YOUTUBE มันก็จะเร็วขึ้น ดหลดหนังก็จะเร็วขึ้น เล่มเกมก็จะสนุกขึ้น ทุกอย่างมันจะดีขึ้นหมดเลย เพราะความเร็วสูงมาก อันนี้เคือเรื่องพื้นฐานง่ายๆ แต่จริงๆมันสามารถ ทันสมัยกว่านั้นได้ รถยนต์ก็ไม่ต้องใช้คนขับ แต่ถ้าไม่มี5G ปัญหาคือสัญญาณดีเลย์ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเมื่อไม่มีคนขับ เพราะสัญาณ delay  รถยนต์ขับได้ช้าอาจเกิดอุบัติเหตุได้ แต่ถ้ามี 5G รถยนต์ไร้คนขับเกิดได้ ต่อไปรถบรรทุกส่งของจากเหนืไปใต้ ไม่มีคนขับเกิดได้ นั่งแท็กซี่ หนังรถGab  รถคุณจอดอยู่ที่บ้าน สามารถไปที่ทำงานไปได้ โดยไม่ต้องมีคนขับ ขับรถระหว่างทาง หลับได้ ดังนั้นเอนาคต 5 G มาแน่ๆ หรือว่าแม้กระทั่งการเกษตรก็ตาม ปกติต้องใช้คน รัดนม ให้อาหาร ต่อไป 5 G จะเปลี่ยนไปหมดเลย เปิดปิดประตูให้สัตว์ออกได้ ให้อาหารเป็นเวลาได้ โดยไม่ต้องใช้คน หรือแม้กระทั่งใส่ปุ๋ยรดร้ำ เป็นเวลาได้ด้วย รวมไปถึงโดนด้วยนะถ้ามี 5 G โดนจะทำอะไรได้มากขึ้น รวมไปถึงเป็นอาวุธสงครามที่น่ากลัวได้ด้วย

การลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ 5 G  ลงทุนอะไรได้บ้าง แน่นอนไม่ใช่แค่ค่ายโทรศัพท์มือถือ มีได้มากกว่านั้นคือ บริษัทที่รับติดตั้งเสา เพราะ 5 G ต้องใช้เสา และเสาต้องถี่ หรือทำบริษัท รุยนต์ไร้คนขัย หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอกณณ์ไฟฟ้า  internet of thing  คือถ้าพูดถึง 5 G แล้วเครือข่าวที่เกี่ยวข้องกว้างมาก

2.กลุ่มธุรกิจ Metaverse ซึ่งคำนี้ ราชบัณฑิตยสภา ได้บัญญัติความหมายไว้ว่า จักรวาลนฤมิต เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากๆ มันเริ่มาจาก facebook  เค้าออกมาบอกแล้ว่าเค้าเปลี่ยนชื่อมาเป้ฯ Meta แต่ทุกย่างยังเหมือนเดิมแต่เขาอยากจะสื่อสารว่าเขาทำอไรได้มากกว่านั้น แต่จริงๆแล้วไม่ใช่แค่ facebook ที่ลงทุนใน Metaverse ไมโครซอฟก็ลงทุนในMetavers และมีหลายบริษัทที่กำลังเข้ามาฃงทุนใน Metavers ถ้าจะหาคำแปลง่ายๆของMetavers มันก็คือโลกออนไลน์ที่เข้าไปอยู่ในนั้นได้ เป็นโลกเสมือนจริง แต่คุณจะเข้าไปเป็น อวตาล คุณจะสามารถแต่งตัวยังไงก็ได้ แล้วก็ไปเจอกันในโลกMetavers ได้ และเราก็สามารถทำกิจกรรมในนั้นได้ 

กำลังสนุกเลยใช่ไหม ? ติดตามอ่าน “9 เทรนด์ธุรกิจที่น่าลงทุน ในปี 2022 ธุรกิจที่ไปรอดในยุคโควิด”  ตอนที่ 2

ติดตามบทความเรื่อง การเงิน การลงทุน และธุรกิจได้ที่ เศรษฐกิจโลก 
เวปไซด์ mee-money.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

ทักษะที่ต้องเก่ง ถ้าอยากมียอดขายขึ้น ตอนที่ 2

ทักษะ

3 ทักษะที่ต้องเก่ง ถ้าอยากมียอดขายขึ้น ตอนที่ 2

2 ทักษะที่ โคช แบงก์ “สุภกฤษ กุลชาติวิจิตร” เจ้าของเพจ รู้รอบตอบโจทย์ธุรกิจนำมาแนะนำในบทความตอนที่ 1 ถือว่ามีความสำคัญยิ่งที่คุณต้องฝึกและพัฒนาทักษะทั้ง 2 ให้เก่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในทักษะข้อที่ 3 ในบทความที่สองนี้ นอกจากจะสอนในเรื่องของทักษะแล้วยังมีสาระของขั้นตอนการขายที่สำคัญมากสำหรับนักขายแทรกมาในบทความอีกด้วย ดังนั้นอย่าได้เสียเวลา ไปเรียนรู้กันต่อเลยดีกว่า

3.ทักษะการแก้คำปฏิเสธ  ความลับในการแก้คำปฏิเสธคือ การใช้วิธีการป้องกัน การแก้คำปฏิเสธที่ดีที่สุด คือการไม่ให้เกิดการปฏิเสธ การป้องกันก็คือ คุณต้องทำตามขั้นตอนการขายอย่างเป๊ะๆ อย่าข้ามขั้นตอน ถ้าคุณไม่ข้ามขั้นตอนโอกาสน้อยมากที่จะเกิดการปฏิเสธ

ขั้นตอนการขายคืออะไร ? 

1.คุณต้องเปิดใจลูกค้า เปิดใจให้ลูกค้าเห็นว่าคุณไว้เนื้อเชื่อใจได้ว่าคุณเป็นมืออาชีพทางด้านนี้ เมื่อเปิดใจได้เข้าสู่ขั้นตอนที่ 2

2.การสอบถามปัญหาลูกค้า คุณต้องสอบถามเพื่อหาแผลของลูกค้าให้เจอ

3.การนำเสนอสินค้า เมื่อคุณเจอแผลลูกค้าแล้ว ว่าปัจจุบันลูกค้าอยู่จุดนี้ และสิ่งที่ลูกค้าต้องกการเป้าหมายของลูกค้าอยู่อีกจุด คุณก็ทำหน้าที่นำเสนอสะพานที่จะนำไปสู่เป้าหมายของลูกค้า

4.การตอบข้อโต้แย้ง ซึ่งจะเกิดน้อยมาก ถ้าคุณทำตามขั้นตอน 1,2,3

5.ขั้นตอนสุดท้ายคือ การปิดการขาย ซึ่งถ้าคุณข้ามขั้นตอน ไม่เปิดใจ ขายเลย ลูกค้าอาจไม่ไว้วางใจคุณ ปัญหาที่เกดขึ้นคือเค้าจะปฏิเสธ เค้าจะขอคิดดูก่อน ขอกลับไปถามแฟนก่อน เพราะเค้าไม่ไว้ใจคุณ

ดังนั้นทักษะที่ 3 คือการแก้คำปฏิเสธ ซึ่งการแก้ที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิเสธ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสินค้าของคุณราคาแพง ให้คุณเริ่มต้นในแนวทางที่พูดว่า “ คุณลูกค้าครับ ก่อนที่ผมจะบอกราคาสินค้าตัวนี้ ผมขออนุญาตเล่าให้ฟังนิดหนึ่งนะครับว่า ตอนที่เราจะผลิตสินค้าชิ้นนี้ บริษัท มีตัวเลือกอยู่ 2 ตัวเลือกในการผลิต ตัวเลือกแรกคือผลิตสินค้าแค่พอใช้งานได้ แล้วทำราคาถูกเจาะตลาดล่าง ส่วนอีกตัวเลือกหนึ่งคือทำสิ้นค้าให้ได้ดี ใช้ได้นาน ราคาอาจจะสูงหน่อย แล้วเจาะตลาดบน สุดท้ายบริษัทดูราคาเพื่อผลประโยชน์ของลูกค้าบริษัทจึงเลือกใช้ตัวเลือกที่สอง จึงทำให้ของดูเหมือนจะราคาสูงกว่าตลาดเล็กน้อย แต่คุณภาพดีกว่าใช้งานได้นานกว่า” เมื่อพูดประเด็นนี้ไปแล้ว คุณก็บอกราคาลูกค้าได้เลย เพราะคุณได้ตีกรอบความคิดลูกค้าไปแล้ว แล้วลูกค้าจะไม่พูดว่าสินค้าของคุณแพง เพราะคุณบอกไปแล้วว่าแพงคือตลาดบน ถูกคือตลาดล่าง นี่คือการป้องกันคำปฏิเสธที่ดีที่สุดคือป้องกันไม่ให้คำปฏิเสธนั้นเกิดขึ้น

รีบฝึกพัฒนาทักษะทั้ง 3 อย่างเข้าใจและให้เร็วขึ้น รับรองว่าในไม่ช้า คุณจะกลายเป็นนักขายมืออาชีพที่มียอดขายให้ใครหลายคนต้องอิจฉาอย่างแน่นอน 

ติดตามบทความเรื่อง การเงิน การลงทุน และธุรกิจได้ที่ มาร์เก็ตติ่ง 
เวปไซด์ mee-money.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

ทักษะที่ต้องเก่ง ถ้าอยากมียอดขายขึ้น

ยอดขาย

3 ทักษะที่ต้องเก่ง ถ้าอยากมียอดขายขึ้น

โคช แบงก์ “สุภกฤษ กุลชาติวิจิตร” เจ้าของเพจ รู้รอบตอบโจทย์ธุรกิจ หลายคนบอว่าการปิดการขาย แต่รู้สินค้า มีโบชัวร์สินค้าก็พอแล้ว มีเด็กใหม่เข้ามาก็โยนโบชัวร์สินค้าให้ ไปศึกษาโบชัวร์แล้วก็ไปขายเลย เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะแค่รู้แค่นี้ไม่ด้ำให้คุณปิดการขายได้ เพราะยอดขายที่เข้ามาเป้นยอดขายแบบหมูวิ่งชนปังตอ คืออยากได้ใจจะขาดอยู่แล้ว ขอแค่ใครสักคนมาขายให้ ซึ่งมีน้อยมากยอดขายแบบนี้ 100 คนอาจจะมีแค่ 3-4 คนเท่านั้น แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ที่หายไป  เพราะคุณขาดทักษะนี้ ซึ่ง 3 ทักษะที่จะทำให้คุณปิดการขายได้ง่ายและมียอดขายเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องพัฒนาทักษะทั้ง 3 ข้อให้เก่ง ดังต่อไปนี้ต่อไปนี้

ทักษะที่ 1 ทักษะการเห็นใจลูกค้า สมมุติว่าลูกค้าขับมอเตอร์ไซด์มาเพื่อจะมาซื้อรถยนต์ คุณต้องมีความเห็นใจและเข้าใจลูกค้าหรือไม่ว่า ตอนที่ลูกค้ายังใช้มอเตอร์ไซด์ดำเนินชีวิตที่ผ่านมา เค้าลำบากแค่ไหนที่ต้องเปียกฝน หลบฝนใต้สะพานลอย ต้องเสี่ยงกับการประสบอุบัติเหตุในวันที่ถนนลื่น หรือเจอรถใหญ่ไล่เบียด ถ้าคุณรู้สึกได้เช่นนี้ แสดงว่าคุณเข้าใจความรู้สึกและเข้าใจความจำเป็นของลูกค้าที่จะมาซื้อรถยนต์จากคุณแล้ว หลายคนพลาดการปิดการขาย เพราะไม่สามารถทำให้ลูกค้ารับรู้ได้ว่าคุณเข้าใจและเห็นใจเค้า ดังนั้นทักษะแรกที่คุณต้องพัฒนาคือ ทักษะของความเข้าใจและเห็นใจในปัญหาของลูกค้า

2.ทักษะการหา Pain Pont ของลูกค้า ก็คือการหาแผลของลูกค้า ถ้าเปรียบเทียบการขายเป็นการรักษาของแพทย์ ก็คือการวินิจฉัยว่าคนไข้เป็นอะไร? วินิจฉัยว่าทำไมคนไข้จึงต้องได้รับการรักษา การที่คุณปิดการขายไม่ได้ ไม่ใช่เพราะคุณไม่รู้สินค้านะ แต่เพราะคุณไม่รู้แปลของลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น คุณต้องการจะไปซื้อกล้องตัวใหม่ เพื่อใช้ในการโปรดักชันของบริษัท คุณเข่าไปที่ห้างสรรพสินค้า และคุณก็เข้าไปที่ร้านขายกล้อง 3-4 ร้านที่อยู่ติดๆกัน คุณเข้าไปทุกร้านแต่ปรากฏว่าทุกร้านเหมือนกันเลยมีกล้องโชว์เยอะ และสามารถตอบคำถามและมีความรู้เกี่ยวกับกล้องแต่ละรุ่นแต่ละตัวได้เป็นอย่างดี แล้วอะไรคือปัญหาของพวกเค้า

ปัญหาของพวกเค้าคือ พวกเค้าไม่รู้จักคุณ เค้าไม่ถามคำถามกับคุณเลยว่า ทำไมคุณต้องใช้กล้องใหม่ คุณจะไปใช้งานอะไร กล้องตัวเดิมคุณใช้อะไรอยู่ ปัญหาที่เกิดจากกล้องตัวเดิมคืออะไร อะไรบ้างที่กล้องตัวเดิมยังไม่ตอบโจทย์ พวกเค้าไม่ได้ถามคุณเลย พวกเค้าเอาแต่ให้ข้อมูลของสินค้าของเค้าอย่างเดียว ถ้าใครท่านบทความนี้แล้วเป็นคนขายกล้องอยู่ไปบอกต่อๆกันด้วยว่าอยากแรกที่คุณต้องภามลูกค้าคือ ลูกค้าเอาไปใช้งานประเภทไหน ของเดิมที่ใช้คือกล้องอะไร ฯลฯ ทำความรู้จักกับลูกค้าของคุณในจุดที่เป็นปัจจุบัน แล้วถามถึงเป้าหมายความต้องการของลูกค้า แล้วคุณค่อยแนะนำลูกค้าในสิ่งที่ทำให้เค้าไปถึงเป้าหมาย ดังนั้นทักษะที่คุณต้องพัฒนาเป็นข้อที่ 2 คือ การหา Pain Pont ของลูกค้า คือหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า

เรียนรู้ทักษะ 2 ทักษะที่ต้องเก่งเพื่อให้ยอดขายขึ้นแล้ว อย่าลืมติดตาม ทักษะข้อที่ 3 ที่สำคัญและขาดไม่ได้เลย ถ้าคุณอยากจะมียอดขายที่ดี ในบทความต่อเนื่องตอนที่ 2 กันล่ะ

ติดตามบทความเรื่อง การเงิน การลงทุน และธุรกิจได้ที่ มาร์เก็ตติ่ง 
เวปไซด์ mee-money.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

การฟื้นตัวของธุรกิจสำหรับ SMEs ในไทย

SMEs

การฟื้นตัวของธุรกิจสำหรับ SMEs ในไทย กับสังคมไร้เงินสด

การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการชำระเงินธรรมดาเป็นการชำระเงินแบบดิจิทัล ทำให้การใช้เงินสดทางกายภาพลดลง ส่งผลต่อการใช้เงินสดลดลงเมือเทียบกับปีที่ผ่านมา การใช้เงินสดแบบไม่ใช้เงินสดมีประโยชน์ต่อธุรกิจและลูกค้าเหมือนกัน ตั้งแต่การลดการแพร่กระจายการติดเชื้อไปการชำระเงินที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และรวมถึงประชาชนให้การใส่ใจเกี่ยวกับปัญหาการแพร่กระจายของไวรัสนี้ ทำให้แพลตฟอร์มการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ เช่น e-wallets และแอปพลิเคชันมือถืออื่นๆ ได้รับความนิยม

สังคมไร้เงินสดในประเทศไทยได้รับความนิยมมากขึ้นจากช่วงเวลาที่ผ่านมา

เห็นได้จากธุรกิจรายย่อยหันมาใช้บริการชำระเงินออนไลน์มากขึ้น โดยปกติการชำระเงินออนไลน์มักใช้ห้างสรรพสินค้า แต่ตอนนี้พวกเราสามารถเห็นได้ทั่วไปตามร้านค้า จากสถานการณ์โควิด-19 ธุรกิจ SMEs จะเห็นว่า รายรับของแม่ค้าพ่อค้าลดลงและมากกว่าครึ่งกลัวว่าจะเลิกกิจการ การชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสดได้มีส่วนช่วยให้ธุรกิจฟื้นตัว

พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปกับการปรับตัวของธุรกิจ

พฤติกรรมผู้บริโภคส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนนิสัยการใช้จ่ายและตอนนี้ประชาชนจะซื้อสินค้าในท้องถิ่นเพื่อลดค่าใช้จ่ายลงด้วยความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นสำหรับการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสด ธุรกิจควรมีการปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อคว้าโอกาสในการรักษาและเติบโตภายในกลุ่มตลาดนี้

E-wallet ช่วยธุรกิจอย่างไร 

  • ช่วยเพิ่มการรักษาลูกค้าและความภักดี 
  • การชำระเงินแบบไร้เงินสดของธุรกิจ SMEs ที่มีหลายช่องทางสามารถมรวมการชำระเงินผ่านอุปกรณ์ทุกเครื่อง การใช้เงินสดแบบไร้เงินสดจึงเป็นไปได้สำหรับ SME ทุกประเภทไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่
  • มีความสะดวกสบาย ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ
  • ลดค่าใช้จ่ายด้านต้นทุน เช่น ค่าเอกสาร โดยการย้ายเข้าสู่ธุรกรรมแบบไม่ใช้เงินสด 
  • อุปสรรคหลักในการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสด 

  • มีการรายงานว่าผู้ให้บริการระบบคลาวด์หรือดิจิทัลจำนวนมากเสนอให้มีการรักษาความปลอดภัยสำหรับการชำระเงินดิจิทัลของคุณมากขึ้น และความรับผิดชอบในการรักษาข้อมูลให้ปลอดภัยของลูกค้า
  • การไม่มีอุปกรณ์สมาร์ทโฟนเป็นสื่อกลางในการชำระเงิน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือต่างๆ
  • การสนับสนุนและการเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมไร้เงินสด

    การได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่องเห็นได้ จากการชำระเงินออนไลน์ของรัฐ ธนาคารและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนธุรกิจ SMEs และตอบความต้องการของพวกเขาเพื่อให้ธุรกิจได้ฟื้นตัวได้

    สิ่งที่ต้องระวังในยุคที่เราใช้มือถือจ่ายเงินแทนเงินสด 

  • พกมือถือไว้กับตัวเอง และแล้วก็ตั้งรหัสผ่านก่อนเข้าถึงการใช้งานที่ผู้ไม่ประสงค์ดีเดาได้ยาก
  • จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าประเทศไทยต้องมีรองรับการชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสดอย่างครอบคลุม ผู้ให้บริการ ต้องพัฒนาอย่างรวดเร็วเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของผู้ได้รับการบริการและเพื่อเสริมความคล่องตัวให้กับธุรกิจขนาดเล็ก

    ติดตามบทความเรื่อง การเงิน การลงทุน และธุรกิจได้ที่ มาร์เก็ตติ่ง 
    เวปไซด์ mee-money.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

    วิธีขยายธุรกิจ

    ธุรกิจ

    วิธีขยายธุรกิจเพิ่มขึ้น 10 เท่า

    ถ้าวันนี้คุณอยากขยายธุรกิจ สิ่งที่คุณต้องยอมรับคือ ขนาดธุรกิจจะเป็นไปตามความสามารถของเจ้าของ นั่นคือคุณจะไม่สามารถขยายธุรกิจได้ ถ้าความสามารถ หรือ Mindset ของคุณยังเท่าเดิม เมื่อมีสิ่งเหล่านี้แล้ว นี่คือวิธีการขยายธุรกิจของคุณให้โตเป็น 10 เท่า

    1.อย่างแรกคือคุณต้องขยายสิ่งที่อยู่ในความคิดของคุณก่อน ให้คุณมีแนวความคิด เกิดMindset ที่จะขยาย แล้วสิ่งที่คุณทำก็จะโตตามสิ่งที่อยู่ในความคิดของคุณ 

    2. 3 อย่างที่คุณต้องมีคือ GROWTH MINDSET 

    นั่นคือคุณต้องคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นสามารถจะฝึกได้ ไม่ใช่คิดว่าคุณทำได้แค่นี้แบบนี้คุณก็จะได้แค่นี้เสมอไป คุณสามารถขยายใหญ่ได้ คุณสามารถเติบโตได้ อะไรที่คุณไม่รู้คุณสามารถฝึกได้ อะไรที่ทำไม่ได้ก็จ้างเค้ามาทำได้ นี่คือความมี GROWTH MINDSET คือเอว่าคุณจะสามารถเติบโตได้ คำว่าเป็นไปไม่ได้จะต้องไม่มีในสมองของคุณ เพราะถ้าคุณบอกว่าทำไม่ได้ นั้นคือการshutdown เครื่องไปแล้ว แต่ถ้าคุณบอกว่าทำได้ แล้วทำอย่างไรล่ะ สมองก็จะคิดต่อ นี่คือ GROWTH  MINDSET

    3.คุณต้องคิดว่าสินค้าของคุณจะขยายแบบไหน เพราะการขยายมีหลายแบบ เช่น สินค้าเดิมแต่กลุ่มลูกค้าใหม่ เช่นเดิมเป็นลูกค้าเฉพาะกลุ่มผู้หญิง คุณก็อาจะขยายไปผู้ชาย หรือขยายสินค้าไปยังต่างประเทศ หรือ สินค้าเดิมแต่คุณอัพราคาขึ้นเพื่อขยายไปยังลูกค้ากลุ่มพรี่เมี่ยม คุณก็จะรายได้เพิ่มขึ้น หรือกลุ่มลูกค้าเดิมแต่เป็นสินค้าใหม่ คุณมีฐานกลุ่มลูกค้าอยู่แล้ว อะไรบ้างที่คุณลูกค้าจะใช้ หรือลูกค้ามีโอกาสจะใช้ ถ้าคุฯคิดแบบนี้คุณก็จะคิดออกว่าเอาอะไรมาขายเพิ่ม เพราะอะไรที่ขายได้คือยอดขายทั้งหมด

    4.คุณต้องจำไว้ว้าในเกมธุรกิจ ผลตอบรับจะออกมาเป็น % แต่รายได้ที่ได้รับมันเป็นบาท ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเล่นเกมธุรกิจหลักแสน กำไร 10 % ก็จริงแต่เงินที่ได้รับเป็นหลักหมื่น เล่นเกมหลักล้าน 10 % คือหลักแสน ถ้าคุณเล่นเกม หลักพันล้าน 10 % คือ 100 ล้าน ดังนั้นคุณจึต้องเล่นเกมที่ใหญ่ขึ้น ขยายออกไปขยายอาณาเขตออกไป ไปโฟกัสกลุ่มนั้น กลุ่มนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ 10 % มีมูลค่ามากขึ้น 

    คนที่เค้ามีรายได้มากขึ้นกว่าคุณ นั่นคือเค้าเล่นเกมใหญ่กว่าคุณ คุณต้องพัฒนา Mindset ให้กล้าเล่นเกมให้ใหญ่มากขึ้น กล้าทีจะกล้าคิดขยายให้มากขึ้น ทำ 10 %ของคุณให้แปลงเป็นเงินบาทมากขึ้นเรื่อย  ทำตามนี้แล้วการขยายธุรกิจของคุณก็จะไม่ใช่เรื่องยากที่มองไปทางไหนแล้วรู้สึกว่าไม่มีหนทางอีกต่อไป

    ติดตามบทความเรื่อง การเงิน การลงทุน และธุรกิจได้ที่ มาร์เก็ตติ่ง 
    เวปไซด์ mee-money.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

    การทำการตลาด

    ญี่ปุ่น

    การทำการตลาดแบบเล่าเรื่องของญี่ปุ่น

    จากการเปลี่ยนแปลงของทั่วโลก ธุรกิจต่างๆ ต้องเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคดิจิทัลเพื่อเผยแพร่เนื้อหาอย่างในรูปแบบต่างๆ  การตลาดแบบเล่าเรื่องเป็นวิธีการทางหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งจะดึงดูดผู้ใช้ผ่านเนื้อหาที่มีส่วนร่วม ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันให้ก้าวทันคู่แข่งที่ประสบความสำเร็จผ่านการนำเสนอการตลาดแบบญี่ปุ่นเพื่อทำให้ธุรกิจกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

    การบอกเล่าเนื้อหาที่เกี่ยวกับสินค้า

    เป็นการสร้างข้อมูลที่เกี่ยวข้องและมีคุณค่าซึ่งเป็นประโยชน์และดึงดูดผู้ชมให้ซื้อสินค้า เนื้อหามีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันมากมายขึ้นอยู่กับกลุ่มประชากรเป้าหมาย บุคคล 

    เหมาะกับใคร

    ㆍ ผู้ประกอบการที่หาความแตกต่างให้สินค้า

    ㆍ ผู้ประกอบการที่อยากให้สินค้าเดิมๆ อยากให้การขายดูน่าสนใจมากขึ้น 

    ประโยชน์ที่ได้

    สร้างคุณค่าสินค้าให้มีความแตกต่างและโดนใจลูกค้ามากขึ้น เพียงแค่ลองปรับจากสินค้าเล่าสินค้าให้ลูกค้าอยากได้: เทคนิคเขียนอย่างไรขายสินค้าบนออนไลน์ต้องเล่าสินค้าอย่างไรให้ลูกค้าอยากได้ เล่าอย่างไรให้ลูกค้าอ่านและให้ความสนใจ ผ่านการเล่าเรื่อง

    เทคนิคเล่าสินค้าแบบ story

    1. Less is More การให้ความสำคัญกับรายละเอียดทำให้ผู้ชมเห็นว่าผลิตภัณฑ์ของคุณมีจุดเด่นที่สำคัญของสินค้าอะไรบ้าง 

    2. For whom นึกภาพว่าใครที่จะมาเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเรา ประโยคแบบไหนในการเล่าเรื่องที่จะโดนใจ ทำไมเขาถึงสนใจสินค้าของเรา อย่าคิดว่าขายใครก็ได้

    3. เปลี่ยน Function ให้เป็นValue เล่าประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับมากกว่าเล่าคุณสมบัติสินค้า

    การมอบคุณค่าหรือประโยชน์ที่ได้รับผ่านสินค้าและบริการ โดยมุ่งหวังที่จะสร้างความผูกพันในแบรนด์กับผู้บริโภค 

    การสร้างแบรนด์

    Brand Purpose = เหตุผลที่ควรมีแบรนด์นี้เกิดขึ้นมาที่ไม่ใช่เรื่องเงินแล้วแบรนด์สามารถสร้างประโยชน์อะไรให้กับผู้บริโภค

    ㆍ การหา Brand Purpose เริ่มต้นจากถามตัวเองง่ายๆ ธุรกิจเราสามารถช่วยให้สังคมดีขึ้นได้ยังไงบ้าง มีส่วนร่วมในการสื่อสารหรือแก้ไขประเด็นทางสังคม

    ㆍความสำคัญของBrand Purposeคืออะไร ต้องเลือกประเด็นที่ตัวเองอยากสื่อและมีความหมายจะสร้างผลกระทบทางบวกที่คุณมีต่อลูกค้า

    ㆍ ทำให้แบรนด์ Brand Purposeชัดเจน พบว่าแบรนด์ที่มี brand purpose ชัดเจนนั้นจะเติบโตเร็วกว่ายิ่งความชัดเจนมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้ทีมงานสร้างสรรค์แบรนด์ มีทิศทางทำงานที่ชัดเจนแจ่มชัด ในการบอกเล่าเรื่องราว จุดขาย เพื่อให้ให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกว่า การเลือกใช้สินค้าหรือแบรนด์นั้นๆมีคุณค่า และมีความแตกต่างจากผู้บริโภคคนอื่นๆ

    ยกตัวอย่างแบรนด์ที่ Brand Purposeชัดเจน

    Nike นำแรงบันดาลใจและนวัตกรรมส่งต่อนักกีฬาทุกคนในโลก (ทุกคนสามารถเป็นนักกีฬาได้)

    Tagที่จัดขึ้น  “Just Do It” เราจะเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของไนกี้ได้ที่จะการสนับสนุนให้ออกกำลังกาย

    ㆍBrand Purpose เป็นทิศทางและเครื่องเตือนใจ อะไรที่แบรนด์ควรทำ-ไม่ควรทำ

    ติดตามบทความเรื่อง การเงิน การลงทุน และธุรกิจได้ที่ มาร์เก็ตติ่ง 
    เวปไซด์ mee-money.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

    วิธีเริ่มต้นทำธุรกิจ Startup

    Startup

    5 วิธีเริ่มต้นทำธุรกิจ Startup

    ในยุคนี้ เราจะได้ยินคนรุ่นใหม่ๆ ใฝ่ฝันอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจ  เพราะนอกจากจะดูเท่ ได้เป็นเจ้านายตัวเองแล้ว ยังสามารถบริหารเวลาในการใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ อย่างไรก็ตาม การจะเป็นเจ้าของธุรกิจจะต้องมีความอดทนเข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค และมีวินัย บริหารเวลาทุกวินาทีอย่างคุ้มค่า โน้มน้าวคนเอื่นได้ดี บริหารทรัพยากรในองค์กรและบริหารเงินเก่งในระดับหนึ่ง ถึงจะสามารถประสบความสำเร็จได้ จำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องมีความรู้ความเข้าใจในการทำธุรกิจเป็นอย่างดีเสียก่อน โดยเฉพาะธุรกิจสตาร์ทอัพที่เป็นธุรกิจสำหรับคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่เต็มไปด้วยpassion

    1. Startup Overview and Idea Discovery: สตาร์ทอัพ เป็นธุรกิจที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆด้วยแนวคิดในการแก้ปัญหา ใช้เงินทุนของคนอื่นมาสร้างธุรกิจขั้นแรกในการเริ่มต้น แต่ธุรกิจSMEsเป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่กว่าเป็นสินทรัพย์ เริ่มต้นด้วยการขายสินค้าที่จับต้องได้ คือ การเข้าใจปัญหา รู้pain pointหรือจุดเจ็บปวดของคนอื่น ที่มีขนาดของตลาดที่ใหญ่พอที่จะสามารถแก้ปัญหาให้กลุ่มเป้าหมายได้ และเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างGrab แล้วใช้เวลาให้มากที่สุดในการเข้าใจลูกค้าหรือinsight ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญมากในการตีโจทย์ของปัญหา แล้วค้นหาไอเดียเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยความคิดที่แตกต่าง และโดดเด่นออกไป

    เราสามารถเริ่มต้นคิดไอเดียใหม่ๆ ด้วยการตั้งคำถามแบบปลายเปิด และเปิดโอกาสให้ทุกคนในทีมได้แสดงความคิดเห็น เช่น เราอยากคุยกับคนที่อยู่คนละฝั่งกับแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้เราเกิดความคิดสร้างสรรค์ ใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบหรือDesign Thinking เราอาจจะสร้างสะพานเพื่อไปหาคนที่อยู่อีกฝั่ง หรือ สร้างโทรศัพท์เพื่อให้โทรคุยกันได้ หลังจากที่เราลิสต์ไอเดียมา 3 อันดับแรกแล้ว ให้นำไอดียนั้นไปทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายจริงๆ โดยสร้างproductแบบง่ายๆใช้เวลาไม่มาก และให้กลุ่มเป้าหมายคอมเม้นสินค้าของเรา สุดท้ายต่อด้วยร่างแผนธุรกิจด้วยเทคนิคLean canvas

    2. Transform Ideas to Product: หลังจากที่ทดสอบไอเดีย แล้วพบว่ามันเวิร์ค มีคนสนใจสินค้าเรามาก ให้เราสร้างProduct ให้ตรงใจกับที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ โดยสร้างจุดเด่นของสินค้าเราที่แตกต่างจากคู่แข่งมาหนึ่งอย่าง เมื่อลูกค้าใช้สินค้าของเรา แล้วต้องนึกถึงจุดเด่นตรงนี้

    3. Scaling up the Startup Business: การขยายธุรกิจ สตาร์ทอัพต้องเติบโตเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น

    4. Becoming an EstablishedStartup: การเร่งขยายธุรกิจให้เติบโตรวดเร็ว โดยใช้แหล่งเงินทุนจากVC หรือ Venture Capitalist จะให้เงินทุนมากกว่า Angle Investor แต่หวังผลตอบแทนมากกว่า Angle Investor  และAngle Investor จะคาดหวังให้ธุรกิจที่ลงทุนนั้นเติบโตและคอยแนะนำให้คำปรึกษาจากประสบการณ์ของตนเองแก่CEOของธุรกิจสตาร์ทอัพ มันคงจะดีไม่น้อย หากเรามีนักลงทุนที่ไม่หวังเพียงผลตอบแทน เพียงอย่างเดียว แต่พร้อมที่จะช่วยเหลือเรา คอยให้คำปรึกษาให้ธุรกิจของเราเติบโตไปพร้อมๆกับเงินลงทุนที่มากขึ้น 

    ติดตามบทความเรื่อง การเงิน การลงทุน และธุรกิจได้ที่ มาร์เก็ตติ่ง 
    เวปไซด์ mee-money.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook

    บริษัทที่ใหญ่ที่สุด ของแต่ละประเทศ ทำธุรกิจอะไร?

    ธุรกิจ

    บริษัทที่ใหญ่ที่สุด ของแต่ละประเทศ ทำธุรกิจอะไร? ตอนที่ 1

    เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าบริษัทที่เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของแต่ละประเทศ เขาทำธุรกิจอะไรกันบ้าง วันนี้มีข้อมูลของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดอันดับหนึ่งของ 10 ประเทศมาแบ่งปันเป็นความรู้รอบตัวกัน

    1.ประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัทที่ใหญ่ที่สุดมีมูลค่าสูงสุดในสหรัฐและมีมูลค่าสูงสุดในโลกคือ บริษัท “APPLE” ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1976 โดยSteve Jobs, Steve Wozniak และ Ronald Wayne  ซึ่งธุรกิจของ APPLEก็อย่างที่ทุกคนรู้กันคือการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีด้วยแนวคิดที่ว่า อยากให้คนทั่วไปได้มีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์ ไม่ใช่เฉพาะองค์กรใหญ่ และจุดเปลี่ยนของ APPLE อยู่ที่การเปลี่ยนจากการขายคอมพิวเตอร์มาเปิดตัวโทรศัพท์ I-PHONE แทน ซึ่งปัจจุบันรายได้หลักของAPPLE ก็คือการขาย I-PHONE  ซึ่งตอนนี้ APPLE มีมูลค่าตลาด 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

    2.ประเทศซาอุดิอาระเบีย บริษัทที่ใหญ่เป็นอันดับ1ของประเทศนี้คือ  “Saudi Aramco” ซึ่งบริษัทนี้เคยขึ้นอันดับหนึ่งของโลกด้วย บริษัทนี้เป็นธุรกิจน้ำมันแห่งชาติของซาอุดิอาระเบีย เป็นบริษัทขายน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก และทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ คือทำตั้งแต่การสำรวจ การกลั่นน้ำมันดิบ จนไปถึงเรื่อง ปิโตรเคมี โดยปัจจุบันมีมูลค่าทางตลาดอยู่ที่ 1.85 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ 3.ประเทศไต้หวัน บริษัทที่ใหญ่ที่สุดอันดับหนึ่งคือบริษัท “tsmc” ซึ่งเอ่ยชื่อแล้วหลายคนอาจจะไม่รู้จักแต่ถ้าบอกเขาอยู่เบื้องหลังการผลิต ชิป ของ I-PHONE ของ APPLE และอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์หลายๆตัวบนโลกนี้ก็ผลิตชิบจากที่นี่ทั้งนั้น ซึ่งบริษัทที่ผลิต ชิปแห่งนี้ บริษัทนี้ มีมูลค่าตลาดถึง 5แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งติดอันดับเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 11 ของโลกเลยทีเดียว

    4.ประเทศฝรั่งเศส บริษัทที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ในประเทศ คือ LVMH MOET  HENNESSY * LOUIS VUITTON ก็คือบริษัทผู้ผลิตสินค้า LOUIS VUITTON นั่นเอง แต่ LVMH ไม่ได้ผลิตสินค้าเพียงแบรนด์เดียว ยังเค้ายังผลิตสินค้าแบรนด์หรูระดับโลกอื่นๆ อีกมากมาย เช่น  Dior , BVLGARI, Givenchy หรือแม้กระทั่งเครื่องสำอาง SEPHORA รวมไปถึงนาฬิกาหรูอย่าง TAG Heuer ด้วย และยังมีอีกหลายแบรนด์ที่อยู่ภายใต้บริษัทนี้อีกจำนวนมาก โดยที่บริษัทนี้มีมูลค่า 397,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    5.ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งบริษัทอันดับ 1 ของประเทศนี้คือ บริษัท Nestle ซึ่งเป็นบริษัทอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย ซึ่งสินค้าภายใต้ แบรนด์ที่ผลิตจากบริษัทนี้ ก็เช่น  เนสท์เล่, เนสกาแฟ ,ไมโล รวมไปถึงซอสแม็กกี้ และอีกหลายบริษัทในโลกที่เนสท์เล่ไปลงทุนและไปซื้อหุ้นไว้อีกมากมาย โดยปัจจุบันมูลค่าทางตลาดของบริษัท เนสท์เล่ อยู่ที่ 393,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    นี่เป็นเพียง 5 ประเทศและ 5 บริษัทที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของแต่ละประทศเท่านั้นนะ ติดตามอ่านอีก 5 ประเทศ และอีก 5 อันดับให้ครบ 10 ประเทศในบทความตอนที่ 2 กันต่อไป 

    ติดตามบทความเรื่อง การเงิน การลงทุน และธุรกิจได้ที่ มาร์เก็ตติ่ง 
    เวปไซด์ mee-money.com และสามารถติดตาม บทความอื่นๆที่น่าสนใจได้ทาง facebook